• ADGES

Mindfulness for Children

การมีสติสำหรับเด็ก


เด็กทุกวัยสามารถได้รับประโยชน์จากการมีสติ ซึ่งเป็นการฝึกให้มองปัจจุบันด้วยทัศนคติที่อ่อนโยนและยอมรับ นอกจากนี้การมีสติยังสามารถช่วยพ่อแม่และผู้ดูแลได้เช่นกัน โดยการเสริมสร้างความสุขและช่วยบำบัดความเครียด ในบทความนี้ เราจะนำเสนอเคล็ดลับพื้นฐานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ทุกวัย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจ ความเอาใจใส่ ความใฝ่รู้ และความเข้าใจในตัวผู้อื่น และอย่าลืมว่าการมีสติก็สนุกได้เช่นกัน


สติคืออะไร และทำไมเด็กจึงจำเป็นต้องมีสติ


ในช่วงเวลาแรก ๆ ของเรา สติจะช่วยคลายกังวลและเพิ่มความสุขได้


สติช่วยอย่างไร


เราทุกคนล้วนมีความทุกข์มาตั้งแต่เกิด เด็กจะทารกหิวและเหนื่อย เด็กวัยหัดเดินก็มีปัญหากับภาษาและการควบคุมตัวเอง เมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น ชีวิตของพวกเขาจะเริ่มซับซ้อนขึ้น เริ่มสร้างความสัมพันธ์ เริ่มใช้ชีวิตในโรงเรียน เริ่มลองความเป็นอิสระ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเป็นสถานการณ์ที่สร้างความเครียดให้เด็กทุกคนได้


ในทุกระยะของการพัฒนาสตินั้น

สติสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการลดความกังวลและเสริมสร้างความสุข

สติเป็นเทคนิคเรียบง่ายที่เน้นการให้ความสำคัญกับปัจจุบันด้วยวิธีที่ยอมรับและไม่ตัดสิน เป็นวิธีที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไปในหลายศตวรรษที่ผ่านมา และเป็นสิ่งที่ถูกสอนให้ผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนนักกีฬา และในปัจจุบันมีการสอนให้นักเรียนทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านมากยิ่งขึ้น


นิสัยในวัยเด็ก


เด็กจะได้รับประโยชน์จากการฝึกสติแตกต่างกันไป นิสัยที่เกิดในวัยเด็กเป็นสิ่งที่สร้างพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ และสติก็ทำให้เรามีโอกาสปลูกฝังนิสัยรักสงบ จิตใจดี และยอมรับสิ่งต่าง ๆ Annaka Harris นักเขียนและเป็นผู้สอนการฝึกสติสำหรับเด็กกล่าวว่า

“สำหรับเด็กๆ การมีสติสามารถคลายความเครียดได้เมื่อพวกเขาพบเจอกับอุปสรรคในชีวิต” และยังทำให้พวกเขามองเห็นความสวยงามของการอยู่กับปัจจุบัน”

ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่การมีสติมีประสิทธิภาพมากสำหรับเด็กนั้น ด้วยการอธิบายได้ว่าสมองมีพัฒนาการอย่างไร ในขณะที่สมองของเราพัฒนาไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต ความเชื่อมโยงภายในสมองส่วนหน้าจะถูกสร้างด้วยอัตราที่รวดเร็วที่สุดในวัยเด็ก การมีสติจะเสริมสร้างทักษะต่างๆ ในการควบคุมสมองส่วนหน้า เช่น การควบคุมความสนใจและกระบวนการคิด ดังนั้น สติจึงมีผลต่อการพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมถึงการควบคุมตนเอง (self-regulation) การตัดสินใจ และความอดทนในวัยเด็ก



การหล่อหลอมรูปแบบของสติ


สติไม่ใช่สิ่งที่มาจากภายนอก สำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล วิธีที่ดีที่สุดที่จะสอนเด็กให้มีสติคือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง Susan Kaiser Greenland ครูสอนการเรียนรู้สติซึ่งทำงานกับเด็กได้กล่าวไว้ว่า

“การเรียนรู้สติไม่เหมือนกับการเรียนเปียโนที่คุณสามารถให้คนอื่นมาสอนให้ลูกของคุณได้ คุณต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

แน่นอนว่าการเป็นพ่อแม่นั้นเป็นหน้าที่ที่เครียดพอตัวอยู่แล้ว สำหรับพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก การฝึกสติและเจริญสติเพียงไม่กี่นาทีต่อวันก็สามารถสร้างคุณประโยชน์มากมาย และยังทำให้ผู้ดูแลเด็กสามารถแบ่งปันทักษะการมีความสุขและยอมรับสิ่งต่าง ๆ ให้กับเด็กรุ่นใหม่ และในขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังสามารถดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย Sumi Loundon Kim อนุศาสนาจารย์ชาวพุธที่มหาวิทยาลัย Duke ผู้ทำงานกับวัยรุ่นได้กล่าวว่า

“เพื่อให้เล่นเกมชีวิตได้อย่างมีสติ คุณต้องฝึกฝนสติ”

วัยทารก


แม้แต่เด็กที่แบเบาะที่สุดก็สามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งรบกวน ดังนั้นจึงต้องฝึกให้อยู่กับปัจจุบัน


จากจุดเริ่มต้น


ในช่วงปีแรกของชีวิต วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการฝึกสติให้กับเด็กคือการปลูกฝัง เด็กต้องการความใส่ใจและความรักจากเรา และสามารถรับรู้ได้เมื่อพ่อแม่หรือผู้ดูแลมีสิ่งรบกวนใจ ดังนั้นเมื่อคุณอยู่กับทารก ให้พยายามจดจ่อและมีสมาธิอยู่กับปัจจุบันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม


ในเชิงปฏิบัติ วิธีนี้เป็นสิ่งที่เรียบง่ายเช่นการอุ้มทารกเงียบ ๆ และมองตาเขาด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่ Ms. Kim กล่าวว่า

“เมื่อทารกมองพ่อแม่ พ่อแม่สามารถมองลูกตอบ พฤติกรรมสะท้อนกลับเป็นวิธีที่ดีในการสอนทารกให้รู้จักสติ”

สมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยม แต่ก็เป็นสิ่งรบกวนได้เช่นกัน ครูสอนการฝึกสติจะให้พ่อแม่และผู้ดูแลเก็บโทรศัพท์และมีปฏิสัมพันธ์กับทารก แม้จะเป็นเพียงการมองตาและยิ้ม ซึ่ง Ms. Kim กล่าวว่า

“แทนที่จะอ่านอีเมล วางโทรศัพท์ลง ให้อยู่กับปัจจุบันและใส่ใจให้มากที่สุด”

คุณแม่และผู้ดูแลคนอื่น ๆ มีโอกาสฝึกหลายครั้งภายในหนึ่งวัน เช่นเวลาป้อนอาหาร Jessica Morey ผู้ก่อตั้ง Inward Bound Mindfulness Education องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ฝึกสติให้วัยรุ่นกล่าวว่า

“เมื่อคุณอยู่กับเด็ก ความสนใจของคุณอยู่ที่ไหน มันเริ่มตั้งแต่การให้นมลูกด้วยซ้ำไป”


ใจเย็นเข้าไว้


เมื่อทารกเริ่มงอแง พยายามอย่าให้สิ่งนั้นทำให้คุณหงุดหงิดไปด้วย ความหงุดหงิดนี้จะสร้างวงจรที่ไม่เป็นประโยชน์ซึ่งทั้งพ่อแม่และเด็กต่างก็มอบความทุกข์ของตนให้กันและกัน Ms. Greenland กล่าวไว้ว่า

“พ่อแม่และเด็กต่างก็กำหนดและควบคุมกันและกัน เมื่อเด็กเริ่มร้องไห้เสียงดัง ถ้าพ่อแม่หงุดหงิดไปด้วย ทั้งสองจะมีอารมณ์ไปในทางเดียวกัน”

เมื่อคุณรู้สึกหงุดหงิดใจ


สำหรับพ่อแม่หรือผู้ดูแลที่รู้สึกอารมณ์เสียหรือไม่อยู่กับปัจจุบัน วิธีฝึกสติที่เป็นที่นิยมที่ชื่อว่า S.T.O.P. สามารถช่วยได้

  • Stop: หยุดพักสักครู่ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่

  • Take a breath: หายใจเข้าลึก ๆ สัมผัสถึงลมหายใจเข้าออกของตนเอง ซึ่งจะนำคุณกลับมาสู่ปัจจุบัน

  • Observe: สังเกตุการณ์รับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในใจคุณหรือไม่ แค่รับรู้ถึงมัน

  • Proceed: เดินหน้าต่อ ตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน และเดินหน้าต่อในสิ่งที่คุณทำอยู่



การเคลื่อนไหว


การมีสตินั้นไม่ซับซ้อน แต่ไม่ได้ง่ายเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่กับทารก อาจมีหลายครั้งที่ผู้ดูแลเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะเป็นต้องให้นม เปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนอาหาร หากคุณพบว่าตัวเองใจลอย วิธีหนึ่งที่พ่อแม่สามารถฝึกสติได้อีกครั้งคือการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นโยคะเบา ๆ เมื่อไม่ได้อุ้มลูก หรือพยายามเดินจงกรม Ms. Greenland กล่าวว่า

“การฝึกสติมากเกินไปมักจะเน้นให้ร่างกายอยู่นิ่ง ๆ หากรู้สึกหงุดหงิดหรืออารมณ์เสีย คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกสติจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้เคลื่อนไหวร่างกาย”

รู้สึกขอบคุณสำหรับทุกย่างก้าว


สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกวัยทารก การปลูกฝังความรู้สึกขอบคุณก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับการฝึกแบบอื่น ๆ ในบทความนี้ การฝึกนี้ถูกดัดแปลงมาจาก “Mindful Games” (เกมแห่งสติ) ซึ่งเป็นเกมไพ่ที่สร้างโดย Ms. Greenland และ Ms. Harris


อย่างแรก ให้หาพื้นที่ในบ้านที่คุณสามารถเดินได้อย่างปลอดภัยและสบายใจขณะอุ้มลูกไปด้วย หากคุณรู้สึกไม่มีความสุขนักก็ไม่เป็นไร จุดมุ่งหมายของวิธีนี้ไม่ใช่การรู้สึกดีขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์ แต่เป็นการสัมผัสความรู้สึกขณะก้าวเดินและให้ความสนใจกับสัมผัสที่ได้อุ้มลูกและเดิน และให้มุ่งความสนใจไปที่ความรู้สึกขอบคุณ


อุ้มลูกอย่างทะนุถนอมและก้มมองลูกก่อนจะเริ่มเดินอย่างช้า ๆ และตั้งใจ สัมผัสความรู้สึกในทุกก้าวที่คุณเดิน คุณรู้สึกถึงส้นเท้า หน้าเท้า และนิ้วเท้าของคุณหรือเปล่า พ่อแม่มักจะมีความรู้สึกหลากหลายเมื่ออุ้มลูก ไม่ว่าจะเป็นความรักลึกซึ้ง ความรู้สึกท่วมท้น ไปจนถึงความกังวล ถ้าการจดจ่อกับการเคลื่อนไหวร่างกายทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจด้วยเหตุผลบางประการ คุณสามารถเปลี่ยนไปใช้วิธีฟังเสียงในขณะที่