Reinventing the Organization : ปรับกลยุทธ์องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลง


โอกาสทางการตลาดในตลอดสิบปีมานี้ที่เราร่วมงานกับเหล่าผู้นำ เราจะถามก่อนว่าจากแผนทางธุรกิจของพวกเขา องค์กรที่ดีควรมีรูปแบบไหน?

ควรจะมีการรวมอำนาจเพิ่มหรือกระจายอำนาจออกไป วิธีที่บรรดาที่ปรึกษาชอบแนะนำก็คือ ถ้าคุณตอบว่าตอนนี้กระจายอำนาจ พวกเขาก็จะบอกให้รวมไว้ แต่ถ้าคุณรวมอำนาจไว้แล้ว พวกเขาจะให้คุณกระจายมันออกไป เป็นการสร้างสวรรค์ทางอ้อมให้พวกเขาเอง โดยกลับมาให้คำปรึกษาทุก 3 ปี แล้วสลับวิธีไปเรื่อยๆ "รวมอำนาจสิจะทำงานได้คล่อง กระจายอำนาจสิจะได้มีประสิทธิภาพ"

แต่สิ่งที่เราค้นพบก็คือ วิธีแบบนั้นมันไม่ได้ผลอีกแล้ว เพราะเรามองแต่ภายในองค์กรว่าเราคือใคร อยากเป็นแบบไหน จากที่เราได้ศึกษาถึงกลยุทธ์ที่เป็นที่ยอมรับซึ่งอิงจากปัจจัยในตลาดอย่างระบบนิเวศธุรกิจกลับมีโครงสร้างต่างไปอย่างสิ้นเชิง จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คุณลองนึกถึงบริษักยักษ์ใหญ่ที่เน้นไปที่การสร้างแพลตฟอร์มมากกว่าสาขาใหญ่ โดยสร้างแพลตฟอร์มที่ประกอบด้วยกลุ่มทรัพยากรต่างๆ คือเทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร บุคลากร เงินทุน และกระบวนการทำงาน

นึกภาพกลุ่มทรัพยากรนั้นไว้ตรงกลางกระดาษ สิ่งต่อไปที่ให้นึกถึงคือรอบกระดาษนั้น คือโอกาสต่างๆทางการตลาด เช่น โอกาสทางการตลาดในการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งถ้าหากคุณย้อนกลับไปสัก 10 ปี แล้วเข้าไปหาแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำทั้งหลาย แล้วบอกพวกเขาว่าอยากสร้างรถยนต์ไร้คนขับล่ะก็ ได้โดนตอกกลับมาแน่ว่า "บ้ารึเปล่า รถยนต์ไร้คนขับ?" หรือคุณลองไปบอกใครๆ ว่าจะขายหนังสือโดยไม่ใช้สำนักพิมพ์หรือร้านหนังสือเมื่อ 25-30 ปีก่อนสิ สมัยที่ยังไม่มี Amazon คุณจะเห็นว่าตราบใดที่แพลตฟอร์มมีทรัพยากรที่พร้อม ตลาดจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมาให้เสมอ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ นำทรัพยากรที่มีไปมอบให้ทีมการตลาด ทีมของบุคลากรมากความสามารถ ที่เราจะมอบทรัพยากร อย่างวัฒนธรรมองค์กร เงินทุน เทคโนโลยี และกระบวนการทำงานให้ เพื่อให้พวกเขาออกไปคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ ไปสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับโอกาสที่คุณมองเห็น เราเรียกวิธีที่ยอดเยี่ยมนี้ว่า การใช้บริษัทโฮลดิ้งซึ่งมีอยู่หลายเจ้าทั่วโลก อย่าง Berkshire Hathaway ให้ไปทำธุรกิจนั้น Virgin ไปทำธุรกิจนี้ Tata ไปทำอีกธุรกิจหนึ่ง แล้วจะมีทั้ง Hub และบริษัทย่อยเต็มไปหมด จนกระทั่งเราได้ค้นพบว่า วิธีนี้ไม่ได้ต่างจากการกระจายสาขาจากจุดศูนย์กลาง เป็นเพียงแค่การกระจายจากส่วนกลางเท่านั้นเอง

แต่สิ่งที่สำคัญที่คุณต้องทำคือเชื่อมส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ในเมื่อมีทั้งแพลตฟอร์ม ทั้ง Hub แล้วจะเชื่อมมันให้ถึงกันอย่างไรเพื่อให้มันเป็นโครงข่ายและทำงานร่วมกันได้ นี่แหละคือสิ่งที่ระบบนิเวศทางธุรกิจจะเข้ามาช่วย ไม่ใช่ระบบที่ปล่อยให้คุมงานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ระบบกุมอำนาจไว้แบบเด็ดขาด แต่เป็นระบบนิเวศทางธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ มีอยู่ทุกประเทศก็คือระบบทหารจะมีหน่วยรบพิเศษ ที่อาจใช้ชื่ออื่นในบางประเทศหน่วยพิเศษนี้ ในอดีตเคยทำงานแยกกับกองทัพ

แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว เดี๋ยวนี้แม้แต่หน่วยพิเศษเอง ก็ต้องเชื่อมกับส่วนอื่นๆ ที่รับทรัพยากรมาจากแพลตฟอร์มใหญ่ ทั้งส่วนข้อมูล ส่วนการฝึกหัดทหาร ส่วนที่เป็นหน่วยรบอื่นๆ อย่างเช่นหน่วยซีลในสหรัฐ ที่หน่วยพิเศษต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การหน้าที่ของระบบนิเวศธุรกิจไม่ใช่เป็นการมอบอำนาจให้เพียงส่วนหนึ่งส่วนใดและไม่ใช่รูปแบบบริษัทโฮลดิ้งอย่างเดิม อย่างบริษัทโฮลดิ้งต่างๆ ระบบนิเวศที่มีแพลตฟอร์มพร้อมทรัพยากร มีส่วนต่างๆ ที่ปรับตัวตามโอกาสทางตลาด พร้อมเชื่อมส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกันซึ่งสิ่งที่เชื่อมส่วนเหล่านั้นได้ เราจะสรุปได้ว่ามี 4 อย่างหลักๆ

1.ข้อมูล เรามีข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องแบ่งปันกัน

2.ลูกค้า ลูกค้าที่เรามีคือกลุ่มไหน ต้องการอะไร และซื้อเพราะอะไร

3.นวัตกรรม เราจะคิดค้น ผลิตภัณฑ์ รูปแบบธุรกิจ และการบริการใหม่อย่างไร

และสุดท้ายคือ ความรวดเร็วในการปรับตัว

หากสร้างระบบนิเวศนี้ได้เมื่อไหร่เท่ากับคุณชนะ เพราะคุณจะทำงานด้วยความรวดเร็ว มีระบบและมีความพร้อมอยู่เสมอ

Reference from Reinventing the organization by Dave Ulrich : https://youtu.be/mkOkG1H0PQQ

61 views